การลงทุนของไทยจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วงต้นปี 2568 โดยมีโครงการด้านเทคโนโลยีครองตลาด

กรุงเทพมหานคร 2 พฤษภาคม 2568 — เศรษฐกิจไทยเริ่มต้นปี 2568 ด้วยความหวังดี ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ มูลค่าการยื่นขอลงทุนพุ่งสูงถึง 97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าการยื่นขอทั้งสิ้น 431,200 ล้านบาท หรือประมาณ 12,900 ล้านเหรียญสหรัฐ การเพิ่มขึ้นอย่างไม่ธรรมดานี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอนาคตของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดเน้นการลงทุนไปที่ภาคส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงเชิงยุทธศาสตร์อีกด้วย

การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนี้เกิดจากโครงการขนาดใหญ่ที่หลั่งไหลเข้ามา โดยส่วนใหญ่มาจากการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคศูนย์ข้อมูลและบริการดิจิทัล แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงสถานะที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลผ่านทางบีโอไอระบุว่ามีการยื่นขอลงทุนมากถึง 822 โครงการตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบเป็นรายปี ที่น่าสนใจคือโครงการเหล่านี้มากกว่า 75% หรือ 618 โครงการเกี่ยวข้องกับนักลงทุนต่างชาติ

นายณริศ เทอดสเตรสุขดี เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในไตรมาสแรกของปีนี้สูงถึง 267,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยนายณริศระบุว่า การเพิ่มขึ้นนี้ไม่อาจแยกออกจากทิศทางนโยบายของรัฐบาลไทยที่ส่งเสริมภาคดิจิทัลอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างศูนย์ข้อมูล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการบูรณาการอุตสาหกรรมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ

เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าว มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมของไทย ประเทศนี้ไม่ได้พึ่งพาเพียงภาคการผลิตแบบเดิมอีกต่อไป แต่ยังได้เริ่มวางตำแหน่งเทคโนโลยีให้เป็นกระดูกสันหลังของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ประเทศไทยเริ่มได้รับความสนใจจากผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ระดับนานาชาติและนักลงทุนด้านเทคโนโลยีจากเอเชียตะวันออกและยุโรป

นายนฤตยังเน้นย้ำว่ากระแสการลงทุนที่ไหลเข้ามาอย่างแข็งแกร่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าผู้ประกอบการธุรกิจระดับโลกมั่นใจในเสถียรภาพและศักยภาพในระยะยาวของไทย แม้ว่าโลกจะได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั่วโลกก็ตาม ปัจจัยต่างๆ เช่น ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของไทย แรงงานที่มีทักษะ และแรงจูงใจทางการเงินต่างๆ ที่รัฐบาลเสนอให้ ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ นโยบายใหม่ๆ ที่เอื้อต่อนักลงทุนมากขึ้นยังเป็นแรงดึงดูดพิเศษ โดยเฉพาะสำหรับบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลในอุตสาหกรรม

ไทยกำลังได้รับแรงกระตุ้นใหม่ในระบบการลงทุน เมื่อปีที่แล้ว มูลค่ารวมของใบสมัครการลงทุนทั่วประเทศแตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษที่ 1.14 ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรกที่ภาคดิจิทัลขึ้นสู่อันดับหนึ่งของรายชื่อภาคการลงทุน แซงหน้าภาคแบบดั้งเดิม เช่น อิเล็กทรอนิกส์และพลังงาน นี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังมีความคืบหน้าในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ทิศทางที่ทันสมัยและมุ่งสู่อนาคตมากขึ้น

รัฐบาลยังตระหนักดีว่าความสำเร็จนี้ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและต่อเนื่องต่อไป โดยผ่านฟอรัมการลงทุนต่างๆ และความร่วมมือระดับภูมิภาค ประเทศไทยกำลังดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าความสนใจของนักลงทุนสามารถแปลงเป็นโครงการจริงที่ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงาน โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปัจจุบัน ได้แก่ การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลระหว่างประเทศ สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการวิจัยปัญญาประดิษฐ์ และเขตอุตสาหกรรมอัจฉริยะในจังหวัดสำคัญหลายแห่ง

การเพิ่มขึ้นนี้ยังทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นขวัญกำลังใจให้กับชุมชนธุรกิจในท้องถิ่น ธุรกิจในท้องถิ่นหลายแห่งกำลังเปลี่ยนโฟกัสไปที่ภาคดิจิทัลและเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ บริษัทในท้องถิ่นบางแห่งได้เริ่มสร้างความร่วมมือกับบริษัทต่างชาติเพื่อขยายขีดความสามารถทางเทคนิคและการเข้าถึงตลาด

BOI คาดว่าเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสีเขียวจะยังคงเป็นเสาหลักในการดึงดูดการลงทุนต่อไป ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งขึ้นและเครือข่ายความร่วมมือระดับโลกที่กว้างขึ้น คาดว่าประเทศไทยจะยังคงเสริมสร้างตำแหน่งศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภูมิภาคต่อไปหากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้เล่นหลักในระบบนิเวศดิจิทัลของเอเชียในอีกห้าถึงสิบปีข้างหน้า

ตัวเลขการลงทุนที่สูงเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติบนกระดาษเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของโลกที่มีต่อความสามารถของประเทศไทยในการปรับตัว เติบโต และกลายเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีการแข่งขันสูงสุดในภูมิภาค ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจนและแรงผลักดันที่แท้จริงจากทั้งภาคส่วนสาธารณะและเอกชน ประเทศไทยจึงดูเหมือนว่าจะพร้อมที่จะนำไปสู่อนาคตที่เป็นดิจิทัล สีเขียว และเชื่อมต่อกันทั่วโลกมากขึ้น

Leave comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *.